ท่ามกลางการแข่งขันกีฬาที่เข้มข้นขึ้นในระดับสากล ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสนามกีฬาให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประกาศแนวคิดเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลกในปี 2026 เมื่อเร็วๆ นี้ ณ การแถลงข่าวใหญ่ของคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งนำโดย ดร. ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ได้เผยถึงพิมพ์เขียวใหม่ ที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ปฏิวัติการบริหารจัดการสนามกีฬาครั้งใหญ่ ประเด็นนี้กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการกีฬาไทย
แผนการดังกล่าวจะเริ่มด้วยโปรเจกต์นำร่องที่ “ราชมังคลากีฬาสถาน” ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบของ ‘สนามอัจฉริยะ’ แห่งแรกของไทย การผสานรวม AI เข้ากับการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ระบบรักษาความปลอดภัย และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชม จะไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับแฟนกีฬาอีกด้วย โดยในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 จะมีการจัดเวิร์คช็อปพิเศษสำหรับผู้บริหารสนามกีฬาจากทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอรายละเอียดและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนมหาศาลที่จะตามมา
หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการนำ AI มาใช้ในการบำรุงรักษาสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลพื้นหญ้า นักวิจัยของ กกท. ได้เปิดเผยถึงระบบ AI ที่สามารถวิเคราะห์สภาพหญ้าแบบเรียลไทม์ ตรวจจับความชื้น แร่ธาตุ และระดับความเสื่อมโทรม เพื่อแนะนำการให้น้ำและปุ๋ยอย่างแม่นยำ พร้อมส่งโดรนขนาดเล็กติดเซ็นเซอร์ลงสำรวจพื้นที่ทุกวัน การนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของสนามหญ้าจริง และลดต้นทุนการบำรุงรักษาได้อย่างมหาศาล แตกต่างจากสนามหญ้าเทียมที่ต้องเผชิญกับปัญหาการสะสมความร้อนและการสึกหรอที่มากกว่า
นอกจากนี้ ดร. ก้องศักด ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ AI ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยภายในสนามกีฬา ทีมงานได้พัฒนาระบบ AI ที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติของผู้ชมผ่านกล้องวงจรปิด รวมถึงการจัดการฝูงชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยในสนามกีฬาระดับนานาชาติที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่ การพัฒนาในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพันธ์กีฬาระหว่างประเทศในการพิจารณาให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดอีเวนต์ใหญ่ในอนาคต
การลงทุนในเทคโนโลยี AI ครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของ ดร. ก้องศักด ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกีฬาและนันทนาการในภูมิภาคอาเซียน โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ยังเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างรายได้จากการใช้ประโยชน์สนามในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รออยู่คือการเตรียมความพร้อมของบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
สิ่งที่เราจะได้เห็นต่อไปคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูมิทัศน์การบริหารจัดการสนามกีฬาในประเทศไทย AI จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การบำรุงรักษาพื้นหญ้าที่ละเอียดอ่อน ไปจนถึงการสร้างความปลอดภัยระดับสูงสุด รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อยกระดับประสบการณ์ให้แก่แฟนกีฬา นี่ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเกรด แต่คือการตั้งมาตรฐานใหม่ที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับอนาคตของกีฬาไทย และอาจเป็นก้าวแรกสู่การเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิในปี 2026 ที่คนไทยทั้งประเทศตั้งตารอ
